เพลิงไหม้เป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน การเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายของเพลิงไหม้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งบุคคลทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ วันนี้ผมจะอธิบายถึงปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายเพลิงไหม้ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจกลไกของการการลุกติดไฟ และการลุกลามของไฟได้ดียิ่งขึ้น
” จากการเก็บข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่า สาธารณภัยทั่วประเทศไทย สถิติอัคคภัยมีจำนวนมากที่สุดโดยคิดเป็น 51.12% เมื่อปี 2567 “
ปัจจัยที่มีผลต่อการลุกติดไฟ
1. องค์ประกอบของไฟ : ไตรภาคของไฟ (Fire Triangle)
ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจถึงองค์ประกอบของการเกิดไฟ การเผาไหม้ต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ ความร้อน (Heat), เชื้อเพลิง (Fuel) และออกซิเจน (Oxygen) ซึ่งเรียกกันว่า “ไตรภาคของไฟ” (Fire Triangle) หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเพลิงจะไม่สามารถเกิดขึ้นหรือลุกลามได้ ดังนั้นการลดหรือควบคุมปัจจัยเหล่านี้จะช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของเพลิงไหม้
- ความร้อน (Heat): ความร้อนเป็นปัจจัยที่ทำให้เชื้อเพลิงเกิดการเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์และต่อเนื่อง
- เชื้อเพลิง (Fuel): วัสดุที่สามารถลุกไหม้ได้ ไม่ว่าจะเป็นไม้ กระดาษ หรือสารเคมีบางชนิดที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
- ออกซิเจน (Oxygen): เป็นสารที่จำเป็นในการเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ ในอากาศมีออกซิเจนประมาณ 21% ซึ่งเพียงพอต่อการทำให้เพลิงลุกไหม้และแพร่กระจายได้
2. ประเภทของเชื้อเพลิง
เชื้อเพลิงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดลักษณะ และความเร็วของการแพร่กระจายเพลิงไหม้ โดยสามารถจำแนกได้ตามประเภทของเชื้อเพลิง เช่น เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ซึ่งมีคุณสมบัติและการแพร่กระจายที่แตกต่างกันตาม คุณสมบัติที่เรียกว่า “สารไวไฟ” (Flammability) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเร็วในการแพร่กระจายของเพลิง
- ของแข็ง: วัสดุที่มีลักษณะเป็นของแข็ง เช่น ไม้ กระดาษ และพลาสติก มักจะเผาไหม้ช้ากว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น
- ของเหลว: สารที่เป็นของเหลว เช่น น้ำมัน น้ำมันเบนซิน จะเผาไหม้และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เพราะระเหยง่าย
- ก๊าซ: ก๊าซที่ติดไฟได้ เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) จะลุกไหม้อย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะหากมีการรั่วไหล
วัสดุที่ติดไฟง่าย อาจพบได้ทั้งในโครงสร้างอาคาร และวัสดุใช้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากโฟมและพลาสติก ซึ่งจะเกิดการเผาไหม้และเกิดควันพิษที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้อาศัย การเลือกใช้วัสดุที่ไม่ติดไฟหรือใช้สารหน่วงไฟสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการลุกลามของไฟ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเข้าใจลักษณะของเชื้อเพลิงที่ใช้ หรือมีอยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ทำงานเป็นสิ่งที่จำเป็นในการป้องกันเพลิงไหม้ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยหลักสากลจะแบ่งประเภทของไฟ ออกเป็นอีก 4 ประเภท เป็น A B C D ซึ่งจะมีเชื้อเพลิง และวิธีการดับเพลิงที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม
3. การไหลเวียนของอากาศและการระบายอากาศ
อากาศมีส่วนในการแพร่กระจายของเพลิงไหม้ การไหลเวียนของอากาศสามารถเร่งหรือยับยั้งการลุกลามของเพลิงได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ เช่น การมีช่องระบายอากาศที่เปิดอยู่ หรือลักษณะของระบบระบายอากาศภายในอาคาร หากมีการระบายอากาศที่มากเกินไปออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นจะส่งเสริมให้ไฟลุกไหม้เร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น
- อากาศที่หมุนเวียนอย่างรวดเร็ว: หากมีการไหลของอากาศมาก จะช่วยเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจน ทำให้เพลิงลุกลามได้รวดเร็ว
- การระบายอากาศที่จำกัด: การขาดออกซิเจนจะทำให้เพลิงไหม้ช้าลง และอาจก่อให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์
การวางแผนการระบายอากาศจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการควบคุมการแพร่กระจายของเพลิงไหม้
4. อุณหภูมิและสภาพแวดล้อม
อุณหภูมิและสภาพแวดล้อมรอบข้าง เช่น ความชื้น อุณหภูมิ และความร้อนจากแหล่งอื่น มีบทบาทในการกระตุ้นการลุกลามของเพลิงไหม้ในบางสถานการณ์
- อุณหภูมิสูง: เมื่ออุณหภูมิสูงจะช่วยให้วัสดุเชื้อเพลิงถึงจุดเดือดเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดการเผาไหม้อย่างรวดเร็ว
- ความชื้น: ความชื้นในอากาศสามารถช่วยลดความรุนแรงของการแพร่กระจายเพลิงได้
5. โครงสร้างอาคารและวัสดุก่อสร้าง
โครงสร้างอาคารและวัสดุก่อสร้าง เช่น วัสดุที่ทำจากไม้ โลหะ หรือคอนกรีต มีผลต่อการแพร่กระจายเพลิง เนื่องจากวัสดุแต่ละประเภทมีจุดเผาไหม้และความสามารถในการทนไฟแตกต่างกัน
- อาคารไม้: โครงสร้างที่ทำจากไม้จะติดไฟได้ง่ายกว่า
- อาคารโลหะและคอนกรีต: แม้ว่าจะทนไฟได้ดีกว่า แต่หากอุณหภูมิสูงจนถึงระดับหนึ่งก็สามารถเสียหายได้เช่นกัน
การเลือกใช้วัสดุที่ทนไฟจะช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเพลิงไหม้ได้มากขึ้น
วิธีป้องกันการเกิดอัคคีภัย
นอกจากเราจะรู้เกี่ยวกับปัจจัย ที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของไฟแล้ว เราเองก็ต้องรู้วิธีการป้องกันการเกิดเหตุไฟไหม้ หรือ อัคคีภัย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุเพลิงไหม้ และความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน การเตรียมการป้องกันอัคคีภัยอย่างเหมาะสม สามารถช่วยให้ทุกคนรู้จักการระมัดระวัง และจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติดังนี้ :
1. การจัดการพื้นที่ให้เป็นระเบียบ
-
- กำจัดวัสดุไวไฟ: จัดการขยะ วัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น กระดาษ พลาสติก หรือเศษผ้า ให้ถูกเก็บในภาชนะที่ปลอดภัยและอยู่ห่างจากแหล่งความร้อน
- เก็บของเหลวไวไฟ: ของเหลวที่ติดไฟง่าย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง สี เคมีภัณฑ์ ควรเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดและในสถานที่ที่ปลอดภัย พร้อมติดป้ายเตือนให้ชัดเจน
- ตรวจสอบสายไฟและปลั๊กไฟ: สายไฟที่ชำรุดหรือปลั๊กไฟที่ชำรุดอาจเป็นต้นเหตุของไฟฟ้าลัดวงจรได้ ควรซ่อมแซมและเปลี่ยนใหม่ทันที
2. การติดตั้งและดูแลอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย
-
- ติดตั้งถังดับเพลิง: ควรมีถังดับเพลิงชนิดที่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน และวางไว้ในจุดที่ง่ายต่อการเข้าถึง
- ติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้และระบบสปริงเกอร์: ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้สามารถเตือนภัยได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการลุกลาม ส่วนระบบสปริงเกอร์ช่วยควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัด เพื่อป้องกันการลุกลามของไฟในเบื้องต้น ก่อนที่ทีมดับเพลิงจะมาถึง
- บำรุงรักษาอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย: ตรวจสอบและทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ถังดับเพลิง ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ในส่วนของระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ตามกฎหมายแล้ว ต้องมีการตรวจสอบประจำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง พร้อมเอกสารรับรองการตรวจ
3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
-
- ห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่หวงห้าม: การสูบบุหรี่ในที่อับลมหรือใกล้วัสดุไวไฟสามารถทำให้เกิดไฟไหม้ได้ ควรปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้
- หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าเกินขนาด: การใช้ปลั๊กพ่วงหรือเต้าเสียบไฟที่มากเกินไปอาจทำให้ระบบไฟฟ้าร้อนและเกิดเพลิงไหม้ได้
- ไม่ปล่อยให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานขณะไม่มีคนดูแล: อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตารีด หม้อต้มน้ำ ควรปิดทันทีหลังการใช้งาน และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หากไม่มีการดูแล
4. การฝึกอบรมดับเพลิง และเตรียมแผนฉุกเฉิน
-
- ฝึกอบรมการป้องกันอัคคีภัย: ให้ความรู้แก่บุคลากรในสถานที่ทำงานเกี่ยวกับการใช้ถังดับเพลิง การอพยพในกรณีฉุกเฉิน และวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดไฟไหม้ โดยเนื้อหาเหล่านี้เราจะพบได้ใน ฝึกอบรมดับเพลิงขั้นต้น (สำหรับบุคคลทั่วไป) นอกจากนี้ยังมีฝึกอบรมดับเพลิงขั้นสูง (สำหรับกู้ภัย ทีมผจญเพลิง)
- จัดทำแผนการอพยพ: ควรมีแผนการอพยพที่ชัดเจนและเส้นทางหนีไฟสำหรับทุกพื้นที่ พร้อมติดตั้งป้ายหนีไฟให้ชัดเจนและทำการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ
- จัดทีมดับเพลิงภายในองค์กร: สถานประกอบการขนาดใหญ่ควรมีทีมที่ผ่านการฝึกอบรมและพร้อมในการจัดการเหตุฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว
5. เลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ทนไฟ
-
- วัสดุป้องกันไฟ (Passive Fire Protection): ใช้วัสดุกันไฟสำหรับก่อสร้าง เช่น แผ่นผนังกันไฟ ประตูกันไฟ เพื่อช่วยชะลอการลุกลามของเพลิงไหม้ในกรณีที่เกิดเหตุ
- ติดตั้งฉนวนกันไฟ: ในอาคารขนาดใหญ่หรือในสถานที่ที่มีวัสดุติดไฟง่าย การติดตั้งฉนวนกันไฟจะช่วยชะลอการลุกลามของเพลิงและให้เวลาในการอพยพได้มากขึ้น
สรุป
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายเพลิงไหม้มีหลายด้าน ตั้งแต่ไตรภาคของไฟ ประเภทของเชื้อเพลิง การไหลเวียนของอากาศ อุณหภูมิ โครงสร้างอาคาร และพฤติกรรมของมนุษย์ การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้สามารถช่วยให้เราระมัดระวังและป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้เราต้องมีการป้องกันการเกิดอัคคีภัย การเข้าใจในวิธีการป้องกันอัคคีภัยและการจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉินจะช่วยให้สามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเกิดเพลิงไหม้ได้
บทความน่าสนใจ
- ความเสี่ยงและอันตราย จากการไม่มีระบบดับเพลิง ในอาคาร
- ประเภทระบบดับเพลิง ในอาคาร ที่นิยมใช้งานมีอะไรบ้าง
- NFPA 20: มาตรฐานที่ช่วยป้องกันอัคคีภัยในสถานประกอบการ