ปัจจัยที่มีผลต่อการติดไฟ และการลุกลามของไฟ มีอะไรบ้าง

by prawit
52 views

เพลิงไหม้เป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน  การเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายของเพลิงไหม้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งบุคคลทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ วันนี้ผมจะอธิบายถึงปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายเพลิงไหม้ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจกลไกของการการลุกติดไฟ และการลุกลามของไฟได้ดียิ่งขึ้น

 

” จากการเก็บข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่า สาธารณภัยทั่วประเทศไทย สถิติอัคคภัยมีจำนวนมากที่สุดโดยคิดเป็น 51.12% เมื่อปี 2567 “

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการลุกติดไฟ

1. องค์ประกอบของไฟ : ไตรภาคของไฟ (Fire Triangle)

ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจถึงองค์ประกอบของการเกิดไฟ การเผาไหม้ต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ ความร้อน (Heat), เชื้อเพลิง (Fuel) และออกซิเจน (Oxygen) ซึ่งเรียกกันว่า “ไตรภาคของไฟ” (Fire Triangle) หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเพลิงจะไม่สามารถเกิดขึ้นหรือลุกลามได้ ดังนั้นการลดหรือควบคุมปัจจัยเหล่านี้จะช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของเพลิงไหม้

  1. ความร้อน (Heat): ความร้อนเป็นปัจจัยที่ทำให้เชื้อเพลิงเกิดการเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์และต่อเนื่อง
  2. เชื้อเพลิง (Fuel): วัสดุที่สามารถลุกไหม้ได้ ไม่ว่าจะเป็นไม้ กระดาษ หรือสารเคมีบางชนิดที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
  3. ออกซิเจน (Oxygen): เป็นสารที่จำเป็นในการเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ ในอากาศมีออกซิเจนประมาณ 21% ซึ่งเพียงพอต่อการทำให้เพลิงลุกไหม้และแพร่กระจายได้

2. ประเภทของเชื้อเพลิง

เชื้อเพลิงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดลักษณะ และความเร็วของการแพร่กระจายเพลิงไหม้ โดยสามารถจำแนกได้ตามประเภทของเชื้อเพลิง เช่น เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ซึ่งมีคุณสมบัติและการแพร่กระจายที่แตกต่างกันตาม คุณสมบัติที่เรียกว่า “สารไวไฟ” (Flammability) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเร็วในการแพร่กระจายของเพลิง

  • ของแข็ง: วัสดุที่มีลักษณะเป็นของแข็ง เช่น ไม้ กระดาษ และพลาสติก มักจะเผาไหม้ช้ากว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น
  • ของเหลว: สารที่เป็นของเหลว เช่น น้ำมัน น้ำมันเบนซิน จะเผาไหม้และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เพราะระเหยง่าย
  • ก๊าซ: ก๊าซที่ติดไฟได้ เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) จะลุกไหม้อย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะหากมีการรั่วไหล

วัสดุที่ติดไฟง่าย อาจพบได้ทั้งในโครงสร้างอาคาร และวัสดุใช้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากโฟมและพลาสติก ซึ่งจะเกิดการเผาไหม้และเกิดควันพิษที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้อาศัย การเลือกใช้วัสดุที่ไม่ติดไฟหรือใช้สารหน่วงไฟสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการลุกลามของไฟ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเข้าใจลักษณะของเชื้อเพลิงที่ใช้ หรือมีอยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ทำงานเป็นสิ่งที่จำเป็นในการป้องกันเพลิงไหม้ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยหลักสากลจะแบ่งประเภทของไฟ ออกเป็นอีก 4 ประเภท เป็น A B C D ซึ่งจะมีเชื้อเพลิง และวิธีการดับเพลิงที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม

3. การไหลเวียนของอากาศและการระบายอากาศ

อากาศมีส่วนในการแพร่กระจายของเพลิงไหม้ การไหลเวียนของอากาศสามารถเร่งหรือยับยั้งการลุกลามของเพลิงได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ เช่น การมีช่องระบายอากาศที่เปิดอยู่ หรือลักษณะของระบบระบายอากาศภายในอาคาร หากมีการระบายอากาศที่มากเกินไปออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นจะส่งเสริมให้ไฟลุกไหม้เร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น

  • อากาศที่หมุนเวียนอย่างรวดเร็ว: หากมีการไหลของอากาศมาก จะช่วยเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจน ทำให้เพลิงลุกลามได้รวดเร็ว
  • การระบายอากาศที่จำกัด: การขาดออกซิเจนจะทำให้เพลิงไหม้ช้าลง และอาจก่อให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์

การวางแผนการระบายอากาศจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการควบคุมการแพร่กระจายของเพลิงไหม้

4. อุณหภูมิและสภาพแวดล้อม

อุณหภูมิและสภาพแวดล้อมรอบข้าง เช่น ความชื้น อุณหภูมิ และความร้อนจากแหล่งอื่น มีบทบาทในการกระตุ้นการลุกลามของเพลิงไหม้ในบางสถานการณ์

  • อุณหภูมิสูง: เมื่ออุณหภูมิสูงจะช่วยให้วัสดุเชื้อเพลิงถึงจุดเดือดเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดการเผาไหม้อย่างรวดเร็ว
  • ความชื้น: ความชื้นในอากาศสามารถช่วยลดความรุนแรงของการแพร่กระจายเพลิงได้

5. โครงสร้างอาคารและวัสดุก่อสร้าง

โครงสร้างอาคารและวัสดุก่อสร้าง เช่น วัสดุที่ทำจากไม้ โลหะ หรือคอนกรีต มีผลต่อการแพร่กระจายเพลิง เนื่องจากวัสดุแต่ละประเภทมีจุดเผาไหม้และความสามารถในการทนไฟแตกต่างกัน

  • อาคารไม้: โครงสร้างที่ทำจากไม้จะติดไฟได้ง่ายกว่า
  • อาคารโลหะและคอนกรีต: แม้ว่าจะทนไฟได้ดีกว่า แต่หากอุณหภูมิสูงจนถึงระดับหนึ่งก็สามารถเสียหายได้เช่นกัน

การเลือกใช้วัสดุที่ทนไฟจะช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเพลิงไหม้ได้มากขึ้น

วิธีป้องกันการเกิดอัคคีภัย

วิธีป้องกันการเกิดอัคคีภัย

นอกจากเราจะรู้เกี่ยวกับปัจจัย ที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของไฟแล้ว เราเองก็ต้องรู้วิธีการป้องกันการเกิดเหตุไฟไหม้ หรือ อัคคีภัย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุเพลิงไหม้ และความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน การเตรียมการป้องกันอัคคีภัยอย่างเหมาะสม สามารถช่วยให้ทุกคนรู้จักการระมัดระวัง และจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติดังนี้ :

1. การจัดการพื้นที่ให้เป็นระเบียบ

    • กำจัดวัสดุไวไฟ: จัดการขยะ วัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น กระดาษ พลาสติก หรือเศษผ้า ให้ถูกเก็บในภาชนะที่ปลอดภัยและอยู่ห่างจากแหล่งความร้อน
    • เก็บของเหลวไวไฟ: ของเหลวที่ติดไฟง่าย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง สี เคมีภัณฑ์ ควรเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดและในสถานที่ที่ปลอดภัย พร้อมติดป้ายเตือนให้ชัดเจน
    • ตรวจสอบสายไฟและปลั๊กไฟ: สายไฟที่ชำรุดหรือปลั๊กไฟที่ชำรุดอาจเป็นต้นเหตุของไฟฟ้าลัดวงจรได้ ควรซ่อมแซมและเปลี่ยนใหม่ทันที

2. การติดตั้งและดูแลอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย

    • ติดตั้งถังดับเพลิง: ควรมีถังดับเพลิงชนิดที่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน และวางไว้ในจุดที่ง่ายต่อการเข้าถึง
    • ติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้และระบบสปริงเกอร์: ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้สามารถเตือนภัยได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการลุกลาม ส่วนระบบสปริงเกอร์ช่วยควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัด เพื่อป้องกันการลุกลามของไฟในเบื้องต้น ก่อนที่ทีมดับเพลิงจะมาถึง
    • บำรุงรักษาอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย: ตรวจสอบและทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ถังดับเพลิง ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ในส่วนของระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ตามกฎหมายแล้ว ต้องมีการตรวจสอบประจำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง พร้อมเอกสารรับรองการตรวจ

3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง

    • ห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่หวงห้าม: การสูบบุหรี่ในที่อับลมหรือใกล้วัสดุไวไฟสามารถทำให้เกิดไฟไหม้ได้ ควรปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้
    • หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าเกินขนาด: การใช้ปลั๊กพ่วงหรือเต้าเสียบไฟที่มากเกินไปอาจทำให้ระบบไฟฟ้าร้อนและเกิดเพลิงไหม้ได้
    • ไม่ปล่อยให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานขณะไม่มีคนดูแล: อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตารีด หม้อต้มน้ำ ควรปิดทันทีหลังการใช้งาน และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หากไม่มีการดูแล

 

การฝึกอบรมดับเพลิง และเตรียมแผนฉุกเฉิน

4. การฝึกอบรมดับเพลิง และเตรียมแผนฉุกเฉิน

    • ฝึกอบรมการป้องกันอัคคีภัย: ให้ความรู้แก่บุคลากรในสถานที่ทำงานเกี่ยวกับการใช้ถังดับเพลิง การอพยพในกรณีฉุกเฉิน และวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดไฟไหม้ โดยเนื้อหาเหล่านี้เราจะพบได้ใน ฝึกอบรมดับเพลิงขั้นต้น (สำหรับบุคคลทั่วไป) นอกจากนี้ยังมีฝึกอบรมดับเพลิงขั้นสูง (สำหรับกู้ภัย ทีมผจญเพลิง)
    • จัดทำแผนการอพยพ: ควรมีแผนการอพยพที่ชัดเจนและเส้นทางหนีไฟสำหรับทุกพื้นที่ พร้อมติดตั้งป้ายหนีไฟให้ชัดเจนและทำการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ
    • จัดทีมดับเพลิงภายในองค์กร: สถานประกอบการขนาดใหญ่ควรมีทีมที่ผ่านการฝึกอบรมและพร้อมในการจัดการเหตุฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว

5. เลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ทนไฟ

    • วัสดุป้องกันไฟ (Passive Fire Protection): ใช้วัสดุกันไฟสำหรับก่อสร้าง เช่น แผ่นผนังกันไฟ ประตูกันไฟ เพื่อช่วยชะลอการลุกลามของเพลิงไหม้ในกรณีที่เกิดเหตุ
    • ติดตั้งฉนวนกันไฟ: ในอาคารขนาดใหญ่หรือในสถานที่ที่มีวัสดุติดไฟง่าย การติดตั้งฉนวนกันไฟจะช่วยชะลอการลุกลามของเพลิงและให้เวลาในการอพยพได้มากขึ้น

สรุป

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายเพลิงไหม้มีหลายด้าน ตั้งแต่ไตรภาคของไฟ ประเภทของเชื้อเพลิง การไหลเวียนของอากาศ อุณหภูมิ โครงสร้างอาคาร และพฤติกรรมของมนุษย์ การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้สามารถช่วยให้เราระมัดระวังและป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้เราต้องมีการป้องกันการเกิดอัคคีภัย การเข้าใจในวิธีการป้องกันอัคคีภัยและการจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉินจะช่วยให้สามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเกิดเพลิงไหม้ได้

บทความน่าสนใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

สำนักงาน

ปทุมธานี

ที่อยู่ 98/16 หมู่ 18 ถนนเชียงราก ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 (TU dome plaza ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต) ชั้น 3

 

สระบุรี

ที่อยู่ 221/3 หมู่ 8 ตำบล ห้วยทราย อำเภอ หนองแค จังหวัด สระบุรี 18230
เลขภาษี 0-1955-60000-80-8 (สำนักงานใหญ่)

 

ชลบุรี

เลขที่ 4/222 ชั้นที่ 12 อาคารฮาร์เบอร์ ออฟฟิศ หมู่ 10 ถ.สุขุมวิท ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20230

Copyright @2025   ตรวจสอบระบบดับเพลิง Developed website and SEO by iPLANDIT