ระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติเป็น หนึ่งในองค์ประกอบของระบบดับเพลิงในอาคาร โดยเฉพาะอาคารที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้า แต่หัวฉีดสปริงเกอร์ นั้นมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้น เจ้าของอาคาร ควรศึกษาข้อมูล การเลือกหัวฉีดที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบดับเพลิงมีประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากล เช่น NFPA 13 และ มาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)
ตามกฎหมายพระราชบัญญัติควบคุมโรงงาน และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ได้กำหนดให้อาคาร และโรงงานที่เข้าเงื่อนไขกำหนดต้องมีการติดตั้งระบบสปริงเกอร์ดับเพลิง หรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่เทียบเท่าระบบดับเพลิง ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกหัวสปริงเกอร์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ก่อนติดตั้ง
หัวฉีดสปริงเกอร์ คือ
หัวฉีดสปริงเกอร์ (Sprinkler Head) คือ อุปกรณ์ในระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่ติดตั้งในอาคารเพื่อควบคุมและระงับอัคคีภัยโดยอัตโนมัติ หัวฉีดนี้จะทำงานเมื่ออุณหภูมิในบริเวณนั้นสูงขึ้นจนถึงค่าที่กำหนด ส่งผลให้กลไกเปิดให้น้ำพ่นออกมาเพื่อลดอุณหภูมิและดับไฟในระยะที่กำหนดไว้
ส่วนประกอบของหัวฉีดสปริงเกอร์
- Bulb หรือ Fusible Link – ตัวตรวจจับความร้อนที่จะแตกออกเมื่ออุณหภูมิสูงถึงจุดที่กำหนด (เช่น 68°C หรือ 93°C ขึ้นอยู่กับประเภท)
- Frame – โครงสร้างของหัวฉีดที่รองรับชิ้นส่วนต่าง ๆ และช่วยยึดติดกับท่อส่งน้ำ
- Deflector – แผ่นกระจายน้ำที่ออกแบบให้พ่นน้ำในรูปแบบที่เหมาะสมกับการควบคุมไฟ
- Orifice – ช่องเปิดที่ควบคุมปริมาณและแรงดันของน้ำที่พ่นออกจากหัวฉีด
หลักการทำงานของหัวฉีดสปริงเกอร์
เมื่อเกิดไฟไหม้ ความร้อนจากเปลวไฟจะทำให้ Bulb (หลอดแก้วบรรจุของเหลวขยายตัว) หรือ Fusible Link (แถบโลหะที่หลอมละลายเมื่อร้อนจัด) แตกออก เปิดช่องให้น้ำจากระบบส่งออกมาและกระจายไปยังบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ โดยแต่ละหัวฉีดจะทำงานเป็นอิสระจากกันและจะไม่ทำงานพร้อมกันทั้งหมด
ประเภทของหัวฉีดสปริงเกอร์ มีอะไรบ้าง
หัวฉีดสปริงเกอร์มีหลายประเภท ซึ่งออกแบบให้เหมาะสมกับเงื่อนไขของอาคารแต่ละประเภท ดังนี้:
1. หัวฉีดแบบ Conventional
หัวฉีดประเภทนี้สามารถพ่นน้ำได้ทั้งขึ้นและลง โดยเหมาะสำหรับพื้นที่ทั่วไป เช่น สำนักงาน อาคารพาณิชย์ และห้องประชุม ข้อดีของหัวฉีดแบบ Conventional คือสามารถกระจายน้ำได้ดีทั้งแนวตั้งและแนวนอน แต่ประสิทธิภาพในการควบคุมไฟอาจไม่ดีเท่ากับหัวฉีดที่ออกแบบมาเฉพาะด้าน
2. หัวฉีดแบบ Upright
หัวฉีดแบบนี้มีลักษณะติดตั้งในลักษณะตั้งขึ้น และเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางด้านล่าง เช่น โรงงาน คลังสินค้า และที่จอดรถใต้ดิน เนื่องจากหัวฉีด Upright สามารถพ่นน้ำขึ้นด้านบนแล้วตกลงมา ทำให้สามารถคลุมพื้นที่ได้ดี
3. หัวฉีดแบบ Pendent
หัวฉีด Pendent เป็นประเภทที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอาคารสำนักงาน โรงแรม และห้างสรรพสินค้า หัวฉีดประเภทนี้ติดตั้งโดยห้อยลงจากเพดาน และออกแบบให้พ่นน้ำลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างมีประสิทธิภาพ
4. หัวฉีด ESFR (Early Suppression Fast Response)
หัวฉีด ESFR ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในคลังสินค้าหรือโรงงานอุตสาหกรรมที่มีวัตถุไวไฟ โดยมีความสามารถในการปล่อยน้ำได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่มากกว่าหัวฉีดทั่วไป ทำให้สามารถควบคุมไฟได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาผนังกันไฟ
5. หัวฉีดแบบ Sidewall
หัวฉีดประเภทนี้ใช้สำหรับติดตั้งที่ผนังแทนเพดาน เหมาะสำหรับห้องที่มีเพดานต่ำ หรือบริเวณที่ไม่สามารถติดตั้งหัวฉีดแบบ Pendent หรือ Upright ได้ เช่น โถงทางเดินและห้องพักโรงแรม
ปัจจัยในการเลือกหัวฉีดสปริงเกอร์ ที่เหมาะสม
1. ประเภทของอาคารและลักษณะการใช้งาน
อาคารแต่ละประเภทมีความต้องการที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น:
- อาคารสูงและสำนักงาน: เหมาะกับหัวฉีด Pendent หรือ Conventional เนื่องจากมีฝ้าเพดานที่สามารถติดตั้งได้ง่าย
- คลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรม: ควรใช้หัวฉีด ESFR หรือ Upright เพื่อให้สามารถระงับไฟได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- โรงแรมและโรงพยาบาล: ควรใช้หัวฉีด Sidewall ในบริเวณห้องพัก เพื่อความสวยงามและป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้าง
สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ประเภทระบบดับเพลิง ในอาคาร ที่นิยมใช้งานมีอะไรบ้าง เพื่อเป้นข้อมูลในการตัดสินใจ
2. แรงดันและอัตราการไหลของน้ำ
หัวฉีดสปริงเกอร์แต่ละประเภทต้องการแรงดันและอัตราการไหลของน้ำที่แตกต่างกัน ดังนั้น ต้องคำนึงถึงการออกแบบระบบประปาในอาคารด้วย การเลือกหัวฉีดที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้แรงดันน้ำไม่เพียงพอและลดประสิทธิภาพในการดับเพลิง
3. อุณหภูมิของพื้นที่ใช้งาน
หัวฉีดสปริงเกอร์มีตัวกระตุ้นที่ทำงานเมื่อถึงอุณหภูมิที่กำหนด ทำให้ต้องเลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น:
- อุณหภูมิปกติ (57-74 องศาเซลเซียส): ใช้ในสำนักงาน โรงแรม และอาคารทั่วไป
- อุณหภูมิสูง (93-141 องศาเซลเซียส): ใช้ในโรงงานที่มีเตาหลอม หรือห้องเครื่องจักร
มาตรฐานและข้อกำหนดในการติดตั้ง
การติดตั้งหัวฉีดสปริงเกอร์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เช่น:
- NFPA 13: เป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดข้อกำหนดในการออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบสปริงเกอร์
- มาตรฐาน วสท.: ควบคุมมาตรฐานการติดตั้งระบบดับเพลิงในประเทศไทย
- กฎหมายควบคุมอาคาร: กำหนดให้อาคารบางประเภทต้องมีระบบสปริงเกอร์ เช่น โรงแรม โรงงาน และอาคารสูง
การบำรุงรักษาและตรวจสอบหัวฉีดสปริงเกอร์
ระบบสปริงเกอร์ต้องมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาเป็นประจำ เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางดังนี้:
- การตรวจสอบรายเดือน: ตรวจสอบวาล์วและแรงดันน้ำ
- การทดสอบรายปี: ตรวจสอบการทำงานของหัวฉีด และปั๊มน้ำดับเพลิง
- การเปลี่ยนหัวฉีดเมื่อชำรุด: หัวฉีดที่เสียหายหรือมีการสะสมของคราบสกปรกต้องเปลี่ยนใหม่ทันที
สำรหับผู้ที่ต้องการผู้ให้บริการตรวจสอบระบบดับเพลิง ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ตรวจสอบถามกฎหมาย พร้อมออกรายงานการตรวจสอบและเซ็นรับรอง ให้คุณสามารถนำไปยื่นเป็นเอกสารยืนยันได้ ตามกฎหมาย เราขอแนะนำที่ ตรวจสอบระบบดับเพลิง.com
- บริการตรวจระบบดับเพลิงประจำปี
- บำรุงรักษาระบบดับเพลิง
- ติดตั้งและ ซ่อมแซมระบบดับเพลิง
- พร้อมเดินทางให้บริการทั่วประเทศ 77 จังหวัด
- พร้อมออกรายงาน และข้อเสนอแนะจากวิศวกลเครื่องกล
ติดต่อสอบถาม : [email protected]
สรุป
การเลือกหัวฉีดสปริงเกอร์ที่เหมาะสมกับอาคารเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบดับเพลิงและลดความเสียหายจากอัคคีภัย เจ้าของอาคารควรศึกษาและเลือกประเภทของหัวฉีดให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และลักษณะการใช้งานของอาคาร ตลอดจนปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกำหนดของกฎหมาย อย่างละเอียด
แหล่งอ้างอิง
- National Fire Protection Association (NFPA). (2022). NFPA 13: Standard for the Installation of Sprinkler Systems.
- วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.). (2565). มาตรฐานการออกแบบและติดตั้งระบบดับเพลิง.
- กรมโยธาธิการและผังเมือง. (2564). กฎหมายควบคุมอาคารและข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบดับเพลิง.
บทความที่น่าสนใจ
- การทดสอบปั๊มดับเพลิง (Fire Pump Performance Test)
- ปัจจัยที่มีผลต่อการติดไฟ มีอะไรบ้าง
- ความเสี่ยงและอันตราย จากการไม่มีระบบดับเพลิง ในอาคาร