ในระบบดับเพลิงของโรงงานอุตสาหกรรม “แรงดันน้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องรักษาให้คงที่อยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าหัวจ่ายน้ำดับเพลิงและอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อต้องการ หากแรงดันตกลงต่ำกว่าค่าที่กำหนด Fire Pump (ปั๊มน้ำดับเพลิงหลัก) อาจต้องเริ่มทำงานบ่อยเกินไป ซึ่งส่งผลต่ออายุการใช้งานและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
Jockey Pump เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยรักษาระดับแรงดันในระบบดับเพลิง โดยไม่ต้องใช้ Fire Pump ทำงานบ่อย ๆ ซึ่งช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่น ลดการสึกหรอของอุปกรณ์ และช่วยประหยัดพลังงาน
ลองจินตนาการว่าคุณมีท่อน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องการแรงดันน้ำคงที่อยู่เสมอ หากไม่มีอุปกรณ์รักษาแรงดันที่ดี พลังงานจะถูกใช้มากเกินไปจากการทำงานของปั๊มหลัก และอาจทำให้เกิดการสึกหรออย่างรวดเร็ว Jockey Pump จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วย รักษาระดับแรงดันในระบบดับเพลิง ให้คงที่ ลดภาระของปั๊มหลัก และช่วยให้ระบบพร้อมใช้งานตลอดเวลา
Jockey Pump คืออะไร?
คำนิยามของ Jockey Pump
Jockey Pump เป็นปั๊มน้ำขนาดเล็กที่ติดตั้งร่วมกับระบบดับเพลิง ทำหน้าที่รักษาแรงดันในระบบท่อส่งน้ำดับเพลิงให้อยู่ในระดับที่กำหนด โดยไม่ต้องให้ปั๊มหลักทำงานบ่อยครั้ง ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานของปั๊มหลักและยืดอายุการใช้งานของระบบโดยรวม
มักถูกติดตั้งร่วมกับ Fire Pump และระบบท่อส่งน้ำดับเพลิง โดยทั่วไปแล้วจะมีขนาดเล็กกว่าปั๊มหลักมาก และทำงานโดยอัตโนมัติผ่าน Pressure Switch ที่ควบคุมแรงดันในระบบ
คุณสมบัติสำคัญของ Jockey Pump
✅ ขนาดเล็กกว่า Fire Pump
✅ ช่วยลดภาระการทำงานของ Fire Pump
✅ ปรับแรงดันในระบบให้คงที่
✅ เปิด-ปิดอัตโนมัติตามค่าความดันที่ตั้งไว้
ความสำคัญของ Jockey Pump
- รักษาระดับแรงดันน้ำในระบบดับเพลิง – ช่วยเติมน้ำเข้าสู่ระบบเมื่อแรงดันลดลงจากการรั่วไหลเล็กน้อย
- ป้องกันการทำงานของ Fire Pump โดยไม่จำเป็น – หากไม่มี Jockey Pump ปั๊มหลักจะต้องทำงานบ่อยขึ้นแม้แรงดันลดลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งส่งผลให้เกิดการสึกหรอและใช้พลังงานมากขึ้น
- ช่วยให้ระบบดับเพลิงพร้อมใช้งานตลอดเวลา – เมื่อเกิดเพลิงไหม้ Fire Pump จะทำงานทันทีโดยไม่มีการหน่วงเวลา เนื่องจากแรงดันน้ำในระบบอยู่ในระดับที่เหมาะสม
หลักการทำงานของ Jockey Pump
วงจรการทำงาน
- เมื่อแรงดันในระบบลดลง (เช่นจากการรั่วไหลเล็กน้อย) Pressure Switch จะสั่งให้ Jockey Pump ทำงาน
- Jockey Pump จะเติมน้ำเข้าสู่ระบบ เพื่อปรับระดับแรงดันให้กลับมาอยู่ในค่าที่กำหนด
- เมื่อแรงดันกลับมาอยู่ในระดับปกติ Jockey Pump จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ
- หากมีการใช้ปริมาณน้ำมากเกินขีดจำกัดของ Jockey Pump (เช่นในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้) Fire Pump จะถูกสั่งให้ทำงานแทน
ส่วนประกอบของ Jockey Pump
- ตัวปั๊ม (Pump Casing) – ทำหน้าที่ส่งน้ำเข้าสู่ระบบ
- มอเตอร์ (Motor) – ใช้ในการขับเคลื่อนใบพัดปั๊ม
- Pressure Switch – ตรวจสอบระดับแรงดันและสั่งเปิด-ปิดปั๊มอัตโนมัติ
- Check Valve และ Pressure Relief Valve – ป้องกันการไหลย้อนกลับของน้ำ
ความแตกต่างระหว่าง Jockey Pump และ Fire Pump
หัวข้อ | Jockey Pump | Fire Pump (Main Pump) |
---|---|---|
ขนาดปั๊ม | เล็ก | ใหญ่ |
วัตถุประสงค์ | รักษาแรงดันน้ำในระบบ | จ่ายน้ำดับเพลิงเมื่อเกิดไฟไหม้ |
ปริมาณน้ำที่จ่าย | น้อย | มาก |
การทำงาน | ทำงานบ่อยแต่ใช้พลังงานต่ำ | ทำงานเฉพาะกรณีฉุกเฉิน |
วิธีการตรวจสอบและบำรุงรักษา Jockey Pump
วิธีการตรวจสอบ
- ตรวจสอบแรงดันของระบบดับเพลิง โดยใช้เกจวัดแรงดัน
- ตรวจสอบการทำงานของ Pressure Switch ว่าทำงานอัตโนมัติตามค่าที่ตั้งไว้หรือไม่
- ทดสอบการทำงานของปั๊ม โดยลดแรงดันน้ำในระบบแล้วดูว่าปั๊มเริ่มทำงานและหยุดได้ถูกต้องหรือไม่
- ตรวจสอบสภาพของ Check Valve ว่าไม่มีการรั่วไหล
- ตรวจเช็คมอเตอร์และระบบไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความเสียหายหรือความผิดปกติ
ความสำคัญของการตรวจสอบ Jockey Pump ในโรงงานอุตสาหกรรม
ในโรงงานอุตสาหกรรม ระบบดับเพลิงเป็นสิ่งที่ต้องมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาเป็นประจำตามข้อกำหนดของกฎหมาย เช่น
- กฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดให้โรงงานต้องมีระบบดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพ
- มาตรฐาน NFPA 20 (National Fire Protection Association) ระบุข้อกำหนดเกี่ยวกับ Fire Pump และ Jockey Pump อย่างชัดเจน
- ISO 45001 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย กำหนดให้ต้องมีการดูแลอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยเป็นประจำ
ขอแนะนำบริการตรวจระบบดับเพลิง โรงงาน อาคาร บ้านเรือน จากวิศวกรมืออาชีพ พร้อมออกรายงานหลังการตรวจสอบให้คุณสามารถใช้ในการยืนยันการตรวจสอบได้ตามกฎหมาย พร้อมเดินทางให้บริการถึงสถานที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> ตรวจระบบดับเพลิง.com
ออกแบบและติดตั้ง Jockey Pump ในโรงงานต้อง เริ่มจากอะไร
การออกแบบและติดตั้ง Jockey Pump อย่างเหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ระบบดับเพลิงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ การเลือกขนาดที่เหมาะสมและการติดตั้งที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถรักษาระดับแรงดันน้ำในระบบได้อย่างมีเสถียรภาพ ลดภาระของ Fire Pump และยืดอายุการใช้งานของระบบโดยรวม
เทคนิคการเลือกขนาด Jockey Pump
Jockey Pump ควรมีขนาดที่เหมาะสมกับระบบดับเพลิงของอาคารหรือโรงงาน ซึ่งการเลือกขนาดต้องพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
-
ระดับแรงดันที่ต้องการรักษา (Maintained Pressure Level)
- ควรกำหนดค่าความดันของ Jockey Pump ให้สูงกว่าค่าความดันทำงานของ Fire Pump ประมาณ 10-20 psi
- หากแรงดันที่ตั้งไว้ต่ำเกินไป อาจไม่สามารถรักษาแรงดันได้ดีพอ
- หากแรงดันสูงเกินไป อาจทำให้ระบบทำงานผิดปกติหรือเกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์
-
คำนวณอัตราการรั่วซึมของระบบ (System Leakage Rate Calculation)
- ระบบดับเพลิงมักมีการรั่วไหลเล็กน้อยจากข้อต่อและวาล์วที่อาจมีการคลายตัวเมื่อใช้งานเป็นระยะเวลานาน
- Jockey Pump ควรมีอัตราการไหล (Flow Rate) ที่เพียงพอต่อน้ำที่รั่วซึมในระบบ เพื่อให้แรงดันน้ำอยู่ในระดับคงที่
-
เลือกปั๊มที่มีขนาดเหมาะสมกับ Fire Pump (Pump Capacity Matching)
- โดยทั่วไป ขนาดของ Jockey Pump ควรมีอัตราการไหล ประมาณ 1-2% ของ Fire Pump
- อัตราการไหล (Flow Rate) ควรอยู่ในช่วง 10-50 GPM (Gallons per Minute) ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบดับเพลิง
- กำลังมอเตอร์ของ Jockey Pump มักอยู่ในช่วง 0.5-5 HP (แรงม้า) ซึ่งต้องสอดคล้องกับการใช้งานจริง
- การเลือกขนาดที่เล็กเกินไปอาจทำให้ปั๊มทำงานหนักและเปิด-ปิดบ่อยเกินความจำเป็น ส่วนขนาดที่ใหญ่เกินไปอาจสิ้นเปลืองพลังงานโดยไม่จำเป็น
เลือกสถานที่ติดตั้งที่เหมาะสม
นอกจากการเลือกขนาดที่เหมาะสมแล้ว การติดตั้ง Jockey Pump ต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
1. ติดตั้งในตำแหน่งที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย (Easy Access for Maintenance)
-
- Jockey Pump ควรถูกติดตั้งในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้สะดวก เพื่อให้สามารถบำรุงรักษาและซ่อมแซมได้ง่าย
- ควรมีพื้นที่รอบ ๆ ปั๊มเพียงพอสำหรับการตรวจสอบอุปกรณ์ เช่น Pressure Switch, Check Valve และระบบท่อ
- ควรติดตั้งใกล้ Fire Pump เพื่อให้ระบบทำงานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ต้องมีระบบไฟฟ้าสำรอง (Backup Power Supply)
-
- ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ไฟฟ้าดับ ระบบ Jockey Pump ควรมีแหล่งพลังงานสำรอง เช่น เครื่องสำรองไฟฟ้า (UPS) หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator)
- ระบบควรเชื่อมต่อกับแผงควบคุมหลัก (Fire Pump Controller) เพื่อให้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องแม้ในกรณีไฟฟ้าขัดข้อง
3. ต้องมีวาล์วและเซ็นเซอร์แรงดันที่แม่นยำ (Precision Valves and Pressure Sensors)
-
- ควรติดตั้ง Check Valve และ Pressure Relief Valve เพื่อป้องกันปัญหาการไหลย้อนกลับของน้ำ และช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่น
- ควรใช้ Pressure Switch และ Pressure Gauge ที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้สามารถตรวจจับแรงดันได้อย่างแม่นยำ
- การตั้งค่าความดันที่เหมาะสมใน Pressure Switch จะช่วยให้ Jockey Pump เปิด-ปิดอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการทำงานเกินความจำเป็น
4. เชื่อมต่อกับ Fire Pump Controller
-
- Jockey Pump ควรเชื่อมต่อกับ Fire Pump Controller เพื่อให้สามารถตรวจสอบและควบคุมการทำงานได้จากศูนย์ควบคุมหลัก
- ในกรณีที่ Jockey Pump ไม่สามารถรักษาแรงดันได้ Fire Pump Controller จะสั่งให้ Fire Pump เริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ
5. ติดตั้งระบบระบายอากาศและการป้องกันความร้อนสะสม
-
- หากติดตั้ง Jockey Pump ในห้องปั๊ม ควรมีระบบระบายอากาศที่ดี เพื่อป้องกันความร้อนสะสมที่อาจทำให้มอเตอร์ของปั๊มเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- ควรติดตั้ง Thermal Overload Protection เพื่อป้องกันมอเตอร์ร้อนเกินไปและเสียหาย
สรุป
Jockey Pump เป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในระบบดับเพลิง แม้ว่าจะเป็นปั๊มขนาดเล็ก แต่ช่วยให้ระบบดับเพลิงสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระของ Fire Pump การตรวจสอบและบำรุงรักษา Jockey Pump อย่างสม่ำเสมอในโรงงานอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้ระบบดับเพลิงสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อต้องใช้งานจริง
ในการตรวจสอบระบบดับเพลิงประจำปี ที่โรงงานต้องมีการใช้บริการตรวจสอบระบบดับเพลิงจากวิศวกรที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย Jockey Pump เองก็เป็น 1 ในรายการอุปกรณ์ที่ต้องมีการตรวจสอบตามกฎหมายกำหนด
อ้างอิง
- National Fire Protection Association (NFPA). NFPA 20: Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection
- Occupational Safety and Health Administration (OSHA). Fire Protection Standards
- International Organization for Standardization (ISO). ISO 45001: Occupational Health and Safety Management Systems